สรุปเนื้อหาหนังสือ ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต (See your own big pictures)

ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต

ผู้เขียน    Jun Og Pyo (ชอน อก เพียว)

ผู้แปล      ภัททิรา จิตต์เกษม



หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร

  • เป้าหมายชีวิต
  • ภาพใหญ่ของชีวิต
  • แก่นของชีวิต

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

  • คนที่กำลังมองหาทิศทางชีวิตอนาคตอยู่ หรือกำลังสับสนว่าจะเอายังไงกับชีวิตระยะยาวดี
  • คนที่อยากจะสร้างภาพใหญ่ของชีวิต เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตเคว้งน้อยลง
  • ทบทวนถึงการใช้ชีวิตของเราว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ

  • เป็นหนังสือที่ผมแนะนำให้ทุกคนได้อ่านครับ เพราะหนังสือเล่มนี้พูดถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเรา นั่นก็คือ “ชีวิต” โดยเฉพาะชีวิตของเราเอง ที่เราต้องวางแผนภาพรวมทั้งชีวิตว่า ชีวิตนี้เราต้องการอะไร ชีวิตนี้เราอยากทำอะไร เราเรียกทั้งหมดเหล่านี้ว่า ภาพใหญ่ของชีวิตของเรา หรือหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า บิ๊กพิกเชอร์ นั่นเอง
  • หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีการสร้างภาพใหญ่ของชีวิตเรา พร้อมทั้งตัวอย่างของผู้เขียนเอง ซึ่งเคยทำงานมาหลายอย่างเช่น เลขา ส.ส. ผู้บริหารบริษัทซัมซุง อาจารย์มหาวิทยาลัย และก็ตั้งสถาบันวิจัยด้านการบริหารธุรกิจ รวมทั้งเป็นบาทหลวงด้วย แต่ว่ามีแค่ตัวอย่างเดียว จริงๆน่าจะมีอีกซัก1-2ตัวอย่าง

ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน

** จริงๆมีเยอะมากครับ แต่ผมดึงมาส่วนหนึ่งให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

บทนำ บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร

  • “คนที่ประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ผมเคยพบเจอมาต่างก็มีภาพใหญ่ของตนเอง”

บทที่ 1 คนที่แอบมองข้าวรั้ว

  • ชีวิตเป็นการสั่งสมผลลัพธ์มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเกิดจากการเลือกของเรา
  • ถ้ามีบิ๊กพิกเชอร์อยู่ในใจ แม้ตอนนี้จะต้องวาดภาพมืดๆดำๆอยู่ แต่ถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราจะอดทนต่อความยากลำบากต่างๆได้เสมอ
  • การเรียนเป็นสิ่งที่ดี แต่การพยายามอย่างไร้ทิศทางเป็นการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย

บทที่ 2 สิ่งที่เรียกว่าบิ๊กพิกเชอร์คืออะไร

  • คุณเคยคิดถึงอนาคตของตนเองในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างจริงจังบ้างไหม
  • สิ่งที่จะนำความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริงมาให้นั้นนั่งนิ่งอยู่ในหัวใจผม สิ่งนั้นก็คือบิ๊กพิกเชอร์หรือทิศทางขนาดใหญ่ของชีวิตที่ผมจะเดินไปนั่นเอง
  • ถ้าคุณชอบชีวิตที่เป็นอยู่และพึงพอใจกับความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตของตนเองแล้ว นั่นคือสิ่งที่ถูก เพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออวดใครไม่ใช่หรือ
  • สาเหตุส่วนใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนฆ่าตัวตายคือ ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจหรือไม่มี “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” (Why)

บทที่ 3 มุมมอง จงจัดลำดับใหม่

  • “เวลาทำงานในบริษัท อย่าคิดแต่ว่าทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือน แต่ต้องทำตัวเหมือนตนเองเป็นประธาน ‘บริษัทของฉัน’ (Me Inc.) ชีวิตคุณจึงจะมีศักดิ์ศรี – ปีเตอร์ ดรักเกอร์
  • เมื่อเอาชื่อบริษัทออกแล้ว คุณรู้สึกถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถอันโดดเด่นที่สะท้อนออกมาจากตัวคุณเองไหม
  • แต่ละคนจะต้องมองหาสิ่งที่ตนเองทำได้ดีหรือสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ถ้าไม่มีสักอย่าง “อย่างน้อย” ก็ลองหาสิ่งที่ทำได้มากที่สุดหรือเกลียดน้อยที่สุดก็ได้
  • การหางานที่เราสามารถเป็นตัวของเราเองได้มากที่สุดแล้วจดจ่อไปกับมันคือเคล็ดลับการใช้ชีวิต
  • เหตุผลที่เราเพลิดเพลินกับงานอดิเรกก็เพราะว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เหตุผลที่ผมห้ามไม่ให้เอางานอดิเรกมาทำเป็นงานหลักก็เพราะเมื่องานอดิเรกเป็นงานหลักปุ้บ มันจะมาพร้อมกับ “การแข่งขัน” และ ”ความตึงเครียด” แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่ามันสนุกเหมือนแต่ก่อน
  • เราจะต้องเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ลองทำเราก็จะไม่มีใครรู้ว่าตัวเราทำอะไรได้ดี
  • งานบริษัทกับชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้

บทที่ 4 เป้าหมาย จงฝันให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะฝันได้

  • ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้เสมอ เราจะรู้ว่าทำไมตอนนี้ฉันถึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
  • การกำหนดเหตุผลในการใช้ชีวิตแล้วดึงจุดแข็งและจุดอ่อนออกมาใช้อย่างพอดีนั่นแหละคือการใช้ชีวิต
  • แต่คนส่วนใหญ่กลับตั้งความฝันของตนเองตามจุดแข็งมากกว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนที่มีความฝันจึงทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้ เพราะในความฝันของพวกเขาไม่มี “คุณค่า” นั่นเอง
  • ชีวิตเป็นผลลัพธ์จากการเลือกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการเลือกแต่ละครั้งแตกต่างไปตามคำถามที่ว่า “คุณค่า” สำคัญคืออะไร

บทที่ 5 การจัดการ จงหันมาดูตัวเองเหมือนมองพระเจ้า

  • สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณเวลา แต่เป็นการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ถ้าอยากมีชีวิตแบบไม่อายใคร จะต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “พฤติกรรมและเป้าหมายในตอนนี้ตรงกับเป้าหมายในชีวิตของฉันหรือเหตุผลที่ฉันมีชีวิตอยู่หรือยัง”
  • สุดท้ายงานของตัวเองก็ไม่ก้าวหน้า จึงรู้สึกหดหู นั่นเป็นเพราะเขาใช้เวลาอันมีค่าของตนไปกับการสร้างบิ๊กพิกเชอร์ของผู้อื่นอยู่และความจริงเขาคนนี้แค่พอใจกับคำชมว่า “เป็นคนดี”
  • สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การทำงานให้เสร็จ แต่เป็นการทำงานที่ต้องทำให้สำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น
  • สาเหตุอันดับ 1 ของความเหลาะแหละคือ “ความหลงใหลในเทพแห่งการผัดวันประกันพรุ่ง”

บทที่ 6 ความคิดริเริ่ม จงออกจากเส้นทางที่คนอื่นเดิน

  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างความคิดสร้างสรรค์คือการตั้งคำถาม
  • การดูตัวอย่างความสำเร็จที่ปรากฏตามรายการทีวีแล้วนำมากำหนดอนาคตของตัวเองนั้นเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะเป็นการไล่ตามบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลย

บทที่ 7 การสื่อสาร อย่ายึดติดกับความคิดเดิมๆ

  • ถ้าอยากพูดเก่ง ควรอ่านหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับอย่างละเอียดแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นความคิดของตนเอง
  • มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนในสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและพบว่า เทคนิคและความสามารถของแต่ละบุคคลมีผลเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก 80 เปอร์เซ็นต์คืออะไร คำตอบคือมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
  • คนที่ยอมรับคำวิจารณ์ของคนอื่นไม่ได้ มักเป็นคนที่หนีปัญหาและไม่คิดจะยอมรับความเห็นของผู้อื่น
  • คนที่มักประสบกับชัยชนะบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะเขาทำแต่สิ่งที่มีความเป็นไปได้ว่าจะประสบความสำเร็จสูง
  • คนที่โชคดีจะรู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองเป็นอย่างดี จึงรู้วิธีควบคุมสถานการณ์ให้ตรงกับตนเองได้

บทที่ 8 อย่าปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน

  • จงทิ้งความคิดที่ว่าจะทำทุกอย่างให้ดี จงระลึกถึงสิ่งที่เราได้รับมอบหมายและสิ่งที่เราจะต้องทำ แล้วจดจ่ออยู่กับมัน
  • ถ้าเราพอใจแค่นั้น งานก็จะไม่ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น เราไม่ควรพอใจกับคำว่า “แค่นี้” แต่จะต้องไปให้ถึง “เป้าหมาย” ที่เราต้องการ
  • หลายคนบอกว่าต้องเป็นเศรษฐีสิ ถึงจะมีเวลาไปหาสิ่งที่อยากทำได้ ผมอยากจะถามกลับไปว่า แล้วชีวิตคนไม่มีเงินอย่างคุณไม่มีค่าเลยหรือ ถ้าวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการกินการอยู่ คุณอยากทำอะไรล่ะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเวลา คุณมีเวลาแต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรต่างหาก คนที่หลงอยู่กับสิ่งหนึ่ง แม้ไม่มีเวลาก็จะหาเวลามาจนได้ แม้ขัดสนทางเศรษฐกิจก็จะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
  • ในอนาคตคุณจะยุ่งยิ่งกว่านี้ ขอแค่คุณไม่ลืม “ตัวของตัวเอง” เราต้องมีเวลาคิดถึงตัวเองอย่างน้อยวันละ 5 นาทีก็ยังดี แล้วอย่าลืมถามตัวเองว่า ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ในทางที่ต้องการอยู่หรือไม่ ตอนนี้เราเคลื่อนไหวตามเสียงกลองในใจรึเปล่า ถ้าเรามีความสุข คนรอบข้างเราก็จะมีความสุข

บทที่ 9 จงเดินตามการสั่นไหวของจิตวิญญาณ

  • ถ้าบิ๊กพิกเชอร์ของเราเจอกับบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น เราจะวาดภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าไปด้วยกันได้
  • ถ้าอยากรู้จักตัวเอง จงย้อนกลับมามองการกระทำที่ทำมาคลอดจนถึงบัดนี้
  • การปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ได้ทำให้คนเราเติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ตัวเราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการกระทำอย่างตั้งใจเท่านั้น
  • ปอล วาเลรี่ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “ถ้าไม่ใช่ชีวิตไปตามที่คิด เราจะคิดไปตามที่ใช้ชีวิต”
  • ถ้ามีสิ่งที่คิดไว้อยู่ก็อย่าลังเล จงลงมือทำเลย เพราะเราต้องใช้ชีวิตตามความคิดของเรา แล้วต้องย้อนกลับมาตรวจดูตัวเองเป็นประจำว่าความคิดของเราถูกขังเอาไว้ในกรอบแคบๆเพราะคิดว่ามันสะดวกสบายหรือไม่

บทส่งท้าย ไม่ว่าคุณวาดภาพอะไร ภาพที่วาดอยู่ตอนนี้ถูกต้องแล้ว

  • “บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร”?
Facebook Comment
Share :)